คำอธิบายใต้ภาพ: คาง ขมับ และกรอบหน้าเป็นคนละโครงสร้างกัน จึงใช้ชั้นการวางและชนิดเจลต่างกัน เพื่อให้ทรงคมและดูเป็นธรรมชาติ
ฟิลเลอร์คาง/ขมับ/กรอบหน้า ต่างกันยังไง ใช้ชั้นไหน และต้องใช้กี่ cc โดยประมาณ
หลายคนอยากปรับรูปหน้าให้ดูมีมิติขึ้น แต่ยังสับสนว่า ควรเริ่มที่คาง ขมับ หรือกรอบหน้าก่อน เพราะทั้งสามจุดให้ผลลัพธ์ต่างกัน บางคนเติมคางแล้วหน้ายังดูไม่เรียว บางคนเติมกรอบหน้าแล้วคางยังสั้น ทำให้ภาพรวมไม่บาลานซ์
หน้านี้ผมจะอธิบายแบบเป็นระบบว่าแต่ละตำแหน่งทำหน้าที่อะไร ปกติวางฟิลเลอร์ในชั้นไหน และปริมาณกี่ cc ถึงพอดีในภาพรวม พร้อมข้อควรระวังและวิธีดูแลหลังทำ
ถ้าคุณต้องการพื้นฐานเรื่อง ฟิลเลอร์ ก่อน จะช่วยให้เข้าใจคำว่าเจล ชั้น และการเข้าที่ได้เร็วขึ้น
- คางช่วยเรื่องสัดส่วนหน้าและความยาวช่วงล่าง
- ขมับช่วยเติมช่วงข้างศีรษะให้หน้าดูละมุนและไม่ตอบ
- กรอบหน้าช่วยให้แนวขากรรไกรคมขึ้นและหน้าได้ทรง
- ปริมาณต่อจุดไม่เท่ากัน และควรวางแผนเป็นภาพรวม

สารบัญ
- คาง ขมับ กรอบหน้า ทำให้หน้าเปลี่ยนคนละแบบ
- ชั้นที่วางฟิลเลอร์แต่ละจุด ทำไมถึงไม่เหมือนกัน
- ปริมาณโดยประมาณ: คางใช้กี่ cc ถึงพอดี
- ปริมาณโดยประมาณ: ขมับใช้กี่ cc และต้องระวังอะไร
- ปริมาณโดยประมาณ: กรอบหน้าใช้กี่ cc และให้ทรงแบบไหน
- เลือกชนิดเจลจากงานที่ต้องการพยุงหรือเนียน
- ทำไมบางคนทำแล้วเป็นก้อนหรือไม่เรียบ และลดโอกาสได้ยังไง
- ดูแลหลังทำให้เข้าที่ไวและทรงไม่เพี้ยน
- สัญญาณที่ควรให้แพทย์ประเมิน และคำถามที่พบบ่อย
คาง ขมับ กรอบหน้า ทำให้หน้าเปลี่ยนคนละแบบ
คางเป็นจุดที่ส่งผลต่อสัดส่วนหน้าโดยตรง โดยเฉพาะความยาวช่วงล่างและความคมของปลายคาง ถ้าคางสั้นหรือถอย หน้าจะดูสั้นและแก้มจะเด่นขึ้น แม้กรอบหน้าจะคมก็ยังดูไม่สมส่วน
ขมับทำให้ภาพรวมดูละมุนและดูเด็กขึ้นได้ เพราะขมับตอบจะทำให้โหนกแก้มดูสูงและหน้าดูแข็ง ส่วนกรอบหน้าเน้นแนวขากรรไกร ช่วยให้หน้าดูเป็นทรงและคมขึ้น
แนวคิดการเติมให้เข้ากับโครงหน้าอ่านเพิ่มได้ที่ การประเมินโครงสร้างใบหน้ากับการเติม
ชั้นที่วางฟิลเลอร์แต่ละจุด ทำไมถึงไม่เหมือนกัน
หลักสำคัญคือ “ชั้นที่วางต้องเหมาะกับหน้าที่ของจุดนั้น” คางและกรอบหน้ามักต้องการความพยุงและเส้นคม จึงมักวางในชั้นลึกเพื่อสร้างโครง ไม่ใช่แค่เติมผิวด้านบน
ขมับต่างออกไป เพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดและชั้นเนื้อเยื่อซับซ้อน เป้าหมายคือเติมให้เรียบและลดความตอบ โดยต้องคุมความเสี่ยงและคุมทรงไม่ให้โป่ง
ถ้าอยากเข้าใจว่าเจลทำงานใต้ผิวอย่างไร อ่านได้ที่ ฟิลเลอร์ทำงานใต้ผิว และเรื่องการกลืนกับเนื้อเยื่อที่ HA กลืนกับเนื้อเยื่อ
ปริมาณโดยประมาณ: คางใช้กี่ cc ถึงพอดี
คำอธิบายใต้ภาพ: งานสร้างโครงมักเน้นชั้นลึกเพื่อให้พยุงและคุมเส้นได้ดี ลดโอกาสเป็นลอนหรือดูบวมที่ผิว
คางมักเริ่มที่ปริมาณไม่มาก แล้วค่อยปรับตามสัดส่วนหน้า เพราะการเติมคางเยอะเกินจะทำให้ปลายคางยื่นหรือดูแหลม ไม่เข้ากับริมฝีปากและกรอบหน้า สิ่งที่ผมดูคือความยาวคางด้านหน้าและแนวคางด้านข้าง
บางคนเหมาะกับการเติมเฉพาะปลายคาง บางคนต้องเสริมแนวคางด้านข้างเพื่อให้รูปคางดูสมส่วน การแบ่งทำเป็นรอบช่วยลดโอกาสทรงเกินและช่วยให้คุมความเนียน
แนวคิดเรื่อง “เติมเท่าไหร่ถึงพอดี” อ่านต่อได้ที่ ปริมาณฟิลเลอร์กับความพอดี
ปริมาณโดยประมาณ: ขมับใช้กี่ cc และต้องระวังอะไร
ขมับเป็นโซนที่คนมักรู้สึกว่าหน้าเปลี่ยนเร็ว แต่ก็เป็นโซนที่ต้องระวังเรื่องชั้นและเทคนิคมากกว่าคางและกรอบหน้า เป้าหมายคือเติมให้ความตอบดูเรียบขึ้น โดยยังรักษาความนุ่มของช่วงข้างศีรษะ
การเติมขมับมักต้องไล่ระดับ ไม่ใช่เติมเป็นก้อนเดียว และมักเน้นความเนียนมากกว่าความคม หากคุณเคยมีบวมช้ำง่ายหรือมีประวัติทำหัตถการหลายอย่าง ควรแจ้งแพทย์เพื่อวางแผนให้ปลอดภัย
ถ้าต้องการอ่านเรื่องข้อควรระวังและอาการเตือนหลังทำ หยิบอ่านได้ที่ สัญญาณที่ควรเฝ้าระวังหลังฉีด
ปริมาณโดยประมาณ: กรอบหน้าใช้กี่ cc และให้ทรงแบบไหน
กรอบหน้าเป็นงาน “วางเส้น” มากกว่างาน “เพิ่มปริมาตร” จุดประสงค์คือทำให้แนวขากรรไกรดูชัดขึ้น โดยต้องคุมให้หน้าดูคมแบบพอดี ไม่ดูแข็ง และไม่ทำให้แก้มดูตก
หลายเคสต้องพิจารณาคางร่วมด้วย เพราะถ้าคางสั้น เติมกรอบหน้าอย่างเดียวอาจทำให้หน้าดูหนักช่วงล่าง การวางแผนเป็นภาพรวมจะคุมความเป็นธรรมชาติได้ดีกว่า
ถ้าคุณเคยกังวลเรื่องฟิลเลอร์ไหลหรือทรงเคลื่อน อ่านต่อได้ที่ ความจริงเรื่องฟิลเลอร์ไหล
เพื่อให้เห็นภาพว่าการเติมคาง ขมับ และกรอบหน้าเปลี่ยนสัดส่วนหน้าได้ต่างกันอย่างไร ด้านล่างเป็นตัวอย่างเคสจริงจากคนไข้ที่อนุญาตให้เผยแพร่ ภาพถ่ายใช้มุมและแสงใกล้เคียงกัน เพื่อให้เทียบความเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้น
ตัวอย่างเคส: การปรับคางร่วมกับกรอบหน้าเพื่อให้สัดส่วนช่วงล่างดูสมดุลขึ้น และเส้นขากรรไกรชัดขึ้นแบบพอดี
ปรับคางให้สมดุลใบหน้า
เติมคางเพื่อยืดช่วงล่างหน้าให้สมส่วนขึ้น
เติมขมับให้ภาพหน้าดูนุ่มขึ้น
เติมคางเพื่อยืดช่วงล่างหน้าให้สมส่วนขึ้น
วางแนวกรอบหน้าแบบพอดี
วางแนวขากรรไกรร่วมกับคาง เพื่อให้เส้นโครงชัดขึ้นแบบไม่แข็ง
เลือกชนิดเจลจากงานที่ต้องการพยุงหรือเนียน
งานคางและกรอบหน้ามักต้องการเจลที่พยุงได้ดีเพื่อให้เส้นคมและอยู่ทรง ส่วนขมับมักเน้นเจลที่กระจายตัวเนียนและเข้ากับเนื้อเยื่อ การเลือกเจลจึงไม่ใช่ดูที่ยี่ห้ออย่างเดียว แต่ดูคุณสมบัติของเจลด้วย
คำที่ช่วยให้เข้าใจเจลคือโครงสร้างการยึดกันของเจลและความยืดหยุ่น เช่น cross-link และค่า G prime ซึ่งสัมพันธ์กับความแน่นและการคืนรูป คุณอ่านแนวคิดแบบเข้าใจง่ายได้ที่ cross-link คืออะไร และ ค่า G prime บอกอะไร
- อยากหน้าเรียวขึ้น: ดูกรอบหน้าร่วมกับคาง
- โหนกเด่น หน้าดูแข็ง: ประเมินขมับก่อน
- คางสั้น หน้าดูสั้น: เริ่มคางเพื่อปรับสัดส่วน
- อยากคุมความพอดี: แบ่งทำเป็นรอบและรอเข้าที่ก่อนเติมเพิ่ม
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มที่คาง ขมับ หรือกรอบหน้าก่อน การประเมินกับแพทย์ช่วยให้จัดลำดับและคุมปริมาณได้แม่นขึ้น คุณสามารถนัดประเมินที่ คลินิกความงาม แล้วค่อยวางแผนแบบเป็นภาพรวม
ทำไมบางคนทำแล้วเป็นก้อนหรือไม่เรียบ และลดโอกาสได้ยังไง
ความไม่เรียบและก้อนหลังฉีดมักเกี่ยวกับชั้นที่วาง ชนิดเจล และการกระจายตัวของเจลในเนื้อเยื่อ งานที่ต้องสร้างโครงถ้าวางตื้นเกินอาจเห็นเป็นลอน งานที่ต้องเนียนถ้าเลือกเจลไม่เหมาะก็อาจจับตัวเป็นไต
สิ่งที่ผมแนะนำคือให้แพทย์วางแผน “ชั้น + เจล + ปริมาณ” ให้สอดคล้องกัน และเลี่ยงการนวดแรงเองถ้ายังไม่ประเมินว่าเป็นก้อนจากบวมหรือจากเจล
อ่านรายละเอียดเชิงสาเหตุได้ที่ สาเหตุที่ทำให้ฟิลเลอร์เป็นก้อน และแนวทางการนวดที่ ก้อนหลังฉีดควรนวดไหม
คำอธิบายใต้ภาพ: เจลที่กระจายตัวสม่ำเสมอมักทำให้ผิวดูเรียบกว่า ขณะที่การจับตัวเป็นก้อนสัมพันธ์กับชั้นที่วางและคุณสมบัติของเจล
ดูแลหลังทำให้เข้าที่ไวและทรงไม่เพี้ยน
หลังทำช่วงแรกควรเลี่ยงความร้อนจัด แอลกอฮอล์ และการออกกำลังหนัก เพราะอาจทำให้บวมช้ำมากขึ้น และอาจทำให้รู้สึกตึงนานขึ้น โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้าและขมับ
การเข้าที่ของฟิลเลอร์ต้องอาศัยเวลาให้เจลกลืนกับเนื้อเยื่อและให้บวมลดลง ถ้าคุณอยากมีแนวทางดูแลเป็นขั้นตอน อ่านได้ที่ การดูแลหลังฉีดช่วง 7 วัน และเรื่องระยะเข้าที่ที่ ฟิลเลอร์มักเข้าที่เมื่อไร
สัญญาณที่ควรให้แพทย์ประเมิน และคำถามที่พบบ่อย
อาการบวมตึงเล็กน้อยพบได้ แต่ถ้ามีปวดมากผิดปกติ สีผิวซีดหรือคล้ำเป็นลาย ชาเย็น หรือปวดร่วมกับผิวเปลี่ยนสี ควรติดต่อแพทย์ทันทีเพื่อประเมินความปลอดภัย เพราะเวลาเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์
อีกเรื่องที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำคือโรคประจำตัวและยาที่ใช้ประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการช้ำหรือภูมิคุ้มกัน อ่านต่อได้ที่ ข้อควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีดฟิลเลอร์
FAQ
Q1: ทำคางกับกรอบหน้าพร้อมกันได้ไหม
A: ทำได้ในหลายเคส ถ้าวางแผนเป็นภาพรวมจะช่วยคุมสัดส่วนหน้า แต่ควรเริ่มจากปริมาณที่พอดีและประเมินทรงก่อนเติมเพิ่ม
Q2: ขมับทำแล้วบวมช้ำนานไหม
A: ขึ้นกับชั้นที่วางและความง่ายต่อการช้ำของแต่ละคน ถ้ามีช้ำง่ายควรแจ้งแพทย์ และทำตามคำแนะนำการดูแลหลังทำ
Q3: ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน
A: แตกต่างตามชนิดเจล ตำแหน่ง และการใช้งานของกล้ามเนื้อ คุณอ่านภาพรวมได้ที่ ระยะเวลาการอยู่ของฟิลเลอร์
Q4: ถ้าทำแล้วไม่ชอบ แก้ได้ไหม
A: ต้องให้แพทย์ประเมินชนิดฟิลเลอร์เดิมและสาเหตุที่ไม่ชอบ บางกรณีอาจพิจารณาการสลาย อ่านภาพรวมได้ที่ การสลายฟิลเลอร์
- คางเน้นปรับสัดส่วนหน้า ขมับเน้นลดความตอบ กรอบหน้าเน้นเส้นขากรรไกร
- ชั้นที่วางต่างกันเพราะหน้าที่ของแต่ละจุดต่างกัน
- ปริมาณควรเริ่มพอดีและวางแผนเป็นภาพรวม ไม่เน้นเติมเยอะ
- ถ้าปวดมากหรือสีผิวผิดปกติ ควรให้แพทย์ประเมินทันที
ถ้าคุณอยากรู้ว่าหน้าคุณควรเริ่มที่คาง ขมับ หรือกรอบหน้าก่อน และควรใช้ปริมาณเท่าไรให้พอดี แนะนำเข้ามาประเมินกับแพทย์ที่ คลินิกความงาม เพื่อวางแผนให้ได้ทรงที่ดูธรรมชาติและปลอดภัย
