เวลาคนไข้ถามว่า “ทำไมฟิลเลอร์บางรุ่นอยู่ทรงสวย บางรุ่นนิ่มกว่า?” คำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังคือค่า G Prime (G’)
ค่า G Prime ไม่ใช่คำโฆษณา แต่เป็นค่าทางฟิสิกส์ที่ใช้วัด “ความแข็งและแรงพยุง” ของเนื้อฟิลเลอร์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงหน้า ความคมชัด และความเป็นธรรมชาติหลังฉีด
บทความนี้จะอธิบายแบบหมอเล่าให้คนไข้ฟัง เข้าใจง่าย แต่ครบเชิงลึกทางการแพทย์ พร้อมแนะแนวอ่านต่อในหัวข้อที่เกี่ยวข้องของ คลินิกความงาม

สารบัญ
- ค่า G Prime วัดอะไรในเนื้อฟิลเลอร์
- G Prime สูงกับต่ำ ต่างกันยังไง? เลือกผิดแล้วหน้าจะเป็นแบบไหน
- ค่า G Prime มีผลต่อรูปหน้าหลังฉีดอย่างไร
- เลือกค่า G Prime ตามตำแหน่งฉีดอย่างไร
- ค่า G Prime ต่างจาก Cross-link อย่างไร
- ค่า G Prime มีผลต่ออายุการคงตัวหรือไม่
- ค่า G Prime สูง ดีกว่าเสมอจริงไหม
- แพทย์ใช้ค่า G Prime ร่วมกับปัจจัยอะไรอีกบ้าง
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า G Prime ฟิลเลอร์
ค่า G Prime วัดอะไรในเนื้อฟิลเลอร์
G Prime (Elastic Modulus) คือค่าที่ใช้วัดความสามารถของสารในการ “ต้านแรงกดและคืนรูป”
ถ้าอธิบายง่าย ๆ เมื่อฟิลเลอร์ถูกแรงกดจากกล้ามเนื้อหรือผิวหนัง
- ค่า G’ สูง → เนื้อแน่น แข็ง พยุงโครงหน้าได้ดี
- ค่า G’ ต่ำ → เนื้อนิ่ม ฟุ้ง กระจายตัวดี
ในทางการแพทย์ เราใช้ค่านี้เพื่อเลือกฟิลเลอร์ให้เหมาะกับ ชั้นผิวและตำแหน่งฉีด ไม่ใช่เลือกจากยี่ห้ออย่างเดียว
ถ้าอยากเข้าใจพื้นฐานว่า “ฟิลเลอร์อยู่ชั้นไหน และทำงานกับผิวอย่างไร” อ่านเพิ่มได้ที่ 👉 ฟิลเลอร์ทำงานอย่างไรใต้ผิวหนัง
G Prime สูงกับต่ำ ต่างกันยังไง? เลือกผิดแล้วหน้าจะเป็นแบบไหน
(ภาพเปรียบเทียบฟิลเลอร์ค่า G Prime สูงและต่ำแบบสามมิติ)
ภาพรวมจำง่ายคือ “G’ สูง = พยุงโครงหน้า / G’ ต่ำ = กลืนผิวและกระจายตัว” ไม่มีแบบไหน “ดีกว่าเสมอ” แต่มีแบบที่ “เหมาะกว่า” ตามตำแหน่งและชั้นผิว
- G’ สูง → เนื้อแน่น คงรูปดี เหมาะกับงานโครงสร้าง เช่น คาง ขมับ แนวกรอบหน้า
- G’ ต่ำ → เนื้อนิ่ม เนียน เหมาะกับโซนผิวบางที่ต้องการความกลมกลืน เช่น ใต้ตา หรือการเก็บผิวบางตำแหน่ง
ถ้ากำลังลังเล “ใต้ตา vs ร่องแก้ม” ว่าควรเริ่มตรงไหนก่อน แนะนำอ่านเทียบแบบแยกเคส 👉 ฟิลเลอร์ใต้ตากับร่องแก้มต่างกันยังไง
“อยากให้แพทย์ช่วยประเมินว่าโซนที่กังวลควรใช้เนื้อแบบไหน”
ค่า G Prime มีผลต่อรูปหน้าหลังฉีดอย่างไร
ในทางปฏิบัติ ค่า G Prime ส่งผลกับ “หน้าตาหลังฉีด” 3 เรื่องหลัก คือ แรงพยุง ความคมชัดของทรง และความเป็นธรรมชาติของผิว
ให้จำแบบนี้:
- เนื้อนิ่ม (มัก G’ ต่ำ) → กลืนผิวดี เหมาะผิวบาง/ต้องการความเนียน
- เนื้อสมดุล (G’ กลาง) → เติมร่อง เติมวอลลุ่มได้ดี สมดุลระหว่างเนียนกับพยุง
- เนื้อแน่น (มัก G’ สูง) → คงรูป ยกพยุงเด่น เหมาะงานโครงสร้าง แต่ถ้าใส่ผิดชั้น/ผิดจุดอาจดูแข็งหรือคลำได้
คำบรรยายใต้ภาพ: ภาพจำลองการวางฟิลเลอร์ค่า G Prime ที่ให้แรงพยุงต่างกัน ส่งผลต่อการยกโครงหน้าและความคมชัดของมุมใบหน้า
ถ้าต้องการให้แพทย์ประเมิน “ชั้นผิว + โครงหน้า” เพื่อเลือกเนื้อให้เหมาะกับเป้าหมายผลลัพธ์ แนะนำปรึกษาที่ คลินิกความงาม แบบเคสต่อเคส
เลือกค่า G Prime ตามตำแหน่งฉีดอย่างไร
หลักง่าย ๆ คือ ผิวบางเน้นเนียน / โครงสร้างเน้นพยุง และแพทย์จะดูร่วมกับ “ชั้นที่วางฟิลเลอร์” และ “การขยับของกล้ามเนื้อ”
- ใต้ตา → ต้องเนียน กลืนผิว ลดโอกาสเป็นคลื่น/เงา
- ร่องแก้ม → บางเคสต้องพยุงชั้นลึก + เก็บผิวชั้นตื้น (อาจใช้มากกว่า 1 เนื้อ)
- คาง/กรอบหน้า → ต้องคงรูปและแรงพยุง เพื่อช่วยเก็บทรงโครงสร้าง
ถ้าอยากดูแนวทางการดูแลหลังฉีดช่วงที่ฟิลเลอร์กำลังเซตตัว แนะนำอ่าน 👉 หลังฉีดฟิลเลอร์ 7 วันแรกควรดูแลตัวยังไง
ค่า G Prime ต่างจาก Cross-link อย่างไร
อธิบายแบบง่ายที่สุดคือ Cross-link คือ “โครงสร้าง” ส่วน G Prime คือ “ผลลัพธ์ความแข็งที่วัดได้”
พูดอีกแบบคือ โครงข่าย (cross-link) ส่งผลต่อพฤติกรรมของเจล และหนึ่งในค่าที่สะท้อนพฤติกรรมนั้นคือ G Prime
ถ้าอยากอ่านเรื่อง Cross-link แบบลงลึก แนะนำอ่าน 👉 ฟิลเลอร์ Cross-link คืออะไร
ค่า G Prime มีผลต่ออายุการคงตัวหรือไม่
ค่า G Prime มีผลทางอ้อมต่อการคงรูป แต่ “ระยะเวลาการอยู่” จริง ๆ ยังขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งที่ฉีด การขยับของกล้ามเนื้อ เมตาบอลิซึม และการดูแลหลังทำ
ถ้าอยากดูภาพรวมว่าแต่ละตำแหน่งอยู่ได้นานประมาณไหน อ่านต่อได้ที่ 👉 ฟิลเลอร์อยู่ได้นานกี่เดือน
แพทย์ใช้ค่า G Prime ร่วมกับปัจจัยอะไรอีกบ้าง
เวลาหมอเลือกฟิลเลอร์ จะไม่ดูแค่ G Prime อย่างเดียว แต่จะดูร่วมกับ “พฤติกรรมเจล” อื่น ๆ เช่น viscosity (ความหนืด) และ cohesivity (ความเกาะตัว) รวมถึงชั้นผิวและโครงหน้า
อีกปัจจัยที่สำคัญคือ “อายุและสภาพผิว” เพราะชั้นไขมันและโครงสร้างใบหน้าจะเปลี่ยนไปตามวัย ส่งผลต่อการเลือกเนื้อและปริมาณ แนะนำอ่านประกอบ 👉 ฟิลเลอร์เหมาะกับอายุไหน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า G Prime ฟิลเลอร์
ค่า G Prime บอกคุณภาพฟิลเลอร์ไหม?
ไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพ แต่เป็นค่าทางกายภาพที่บอกความแข็ง/แรงพยุง เพื่อช่วยเลือกให้เหมาะกับตำแหน่งและชั้นผิว
ทำไมใต้ตาถึงมักใช้เนื้อนิ่มกว่า?
เพราะผิวบางและเห็นความไม่เรียบได้ง่าย จึงเน้นความเนียนและการวางชั้นที่เหมาะสม อ่านเทียบเคสใต้ตา-ร่องแก้ม 👉 ฟิลเลอร์ใต้ตากับร่องแก้มต่างกันยังไง
หลังฉีดช่วงแรกต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษไหม?
ช่วง 7 วันแรกเป็นช่วงที่ฟิลเลอร์กำลังเซตตัว การดูแลที่ถูกต้องช่วยลดบวมและลดการกดทับโดยไม่จำเป็น แนะนำอ่าน 👉 หลังฉีดฟิลเลอร์ 7 วันแรกควรดูแลตัวยังไง
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจุดที่กังวลเป็น ผิวบาง หรือ โครงสร้างทรุด และควรเริ่มตรงไหนก่อน แนะนำอ่านเรียงลำดับนี้: เรื่องฟิลเลอร์ → ฟิลเลอร์ทำงานใต้ผิวยังไง → ดูแลหลังฉีด 7 วันแรก
หากต้องการประเมินแบบเคสต่อเคส สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ คลินิกความงาม
